2007/Sep/19

Public Participation in Thai Politics

ดร.สุชาติ ศรียารัณย วันที่ 1 กันยายน พ.. 2550 (ภาคเช้า)

สัปดาห์แรกของการเรียน อาจารย์ที่สอนสัปดาห์แรกทุกท่านจะนำเสนอแนวคิดของการมีส่วนร่วมทางการเมืองและทฤษฎีพื้นฐาน แต่เมื่อวานนี้อาจารย์ให้ความหมายโดยกว้างว่า การมีส่วนร่วมทางการเมือคือการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับต่างๆ เช่น ร่วมรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ และร่วมรับผลการตัดสินใจในกระบวนการทางการเมืองนั้น

ความเข้มข้นของการมีส่วนร่วมทางการเมืองจะเริ่มตั้งแต่เปิดให้ตัวเองรับรู้และติดตามข่าวสารทางการเมืองโดยไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องมากนัก แล้วเพิ่มระดับของการมีส่วนร่วมด้วยการเลือกผู้แทนหรือแสดงประชามติ จนกระทั่งนำตัวเองเข้าไปเกี่ยวพันกับพรรคการเมือง เช่น ลงสมัครรับเลือกตั้ง

เฮเกล นักปรัชญาสังคมชาวเยอรมันอธิบาย มนุษย์ทุกคนเกิดมาในสังคมการเมืองจะต้องมีชีวิตเกี่ยวข้องกับภาครัฐกับภาคประชาสังคม โดยแบ่งภาคส่วนของสังคมการเมืองเป็น 2 ส่วนคือ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม

ชีวิตคนเราจะเกี่ยวข้องกับภาครัฐตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมการเมืองใดก็ตาม เช่น การแจ้งเกิด จดทะเบียนสมรส จดทะเบียนหย่า หรือการนำลูกเข้าโรงเรียน คนในสังคมจะเคารพกฎหมายเท่ากับการยอมรับอำนาจของภาครัฐ

ภาคประชาสังคม (Civil Society) หมายถึงการรวมตัวกันของกลุ่มคนในสังคม เริ่มตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล ครอบครัว การรวมตัวกันเป็นกลุ่มสมาคมหรือองค์การ ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในรูปแบบต่างๆ ชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนเล็กๆที่มีความผูกพันกัน

รัฐศาสตร์ในอดีตให้ความสำคัญกับการเลือกสรรผู้นำทางการเมืองที่สามารถทำอำนวยความสุขให้สังคมได้ เริ่มตั้งแต่การมีรัฐอันศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้ปกครองมาจากสมมติเทพ หรือลัทธิเทวสิทธิ์ที่ประชาชนหรือผู้อยู่ใต้การปกครองมิอาจท้าทายอำนาจได้ เช่น การปกครองระบอบจักรพรรดิ เมื่อโลกอยู่ในยุคที่ประชาชนสามารถเลือกผู้ปกครองได้ด้วยตัวเอง คติชน/ความเชื่อของการมีรัฐที่ศักดิ์สิทธิ์จึงหมดไป ปัจจุบันเป็นการเลือกผู้ปกครองโดยเสียงข้างมาก ผู้นำจะเป็นสามัญชนเท่าเทียมกับประชาชนและมีอำนาจจำกัด

ภาครัฐ

ประชาสังคม

รัฐศาสตร์สมัยใหม่มองว่าอำนาจรัฐยังจำเป็นต้องมีอยู่ แต่จะเปลี่ยนจุดเน้นจากอำนาจรัฐในการจัดการบ้านเมืองมาเป็นอำนาจพลเมืองในการลุกขึ้นต่อรอง ตอบโต้ ต้านทาน หรือกดดันที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับการปกครอง บางสังคมพลเมืองมีอำนาจมากจนสามารถล้มล้างอำนาจรัฐได้ หากเขียนเป็นแผนภูมิวงกลมก็ได้ดังนี้

รัฐคือรัฐบาล ระบบราชการ กลไกต่างๆที่จะบังคับ ควบคุม หรือหล่อหลอมประชาชน ขณะที่ตัวละครฝ่ายประชาสังคมก็จะมีบทบาทขับเคลื่อนทางการ ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับรัฐหรือตอบโต้รัฐ เมื่อพูดถึงการเมืองภาคพลเมือง นักศึกษาจะต้องเข้าใจแผนภูมิวงกลมนี้ และทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของอำนาจระหว่างรัฐกับประชาสังคมในทัศนะของเฮเกลให้ชัดเจน

สรุปว่ารัฐศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของอำนาจระหว่างรัฐและประชาสังคม และปัจจุบันจะให้ความสำคัญกับอำนาจขอของประชาสังคมมากขึ้น จะเห็นว่าข่าวสารการเมืองปัจจุบันจะมีข่าวการรวมตัวกันของชาวบ้านทุกภาคส่วน อดีตนายทุนเอกชนจะถูกครอบงำโดยข้าราชการ เช่น รัฐอยากสร้างเขื่อนแต่ประชาชนไม่อยากได้เขื่อน ประชาชนก็จะออกมาต่อสู้ หากรัฐยืนยันว่าจะสร้างเขื่อนต่อไป สังคมก็จะเกิดความขัดแย้งขึ้น กรณีการสร้างสนามบิน หากไม่สนใจความคิดเห็นของประชาชนก็จะยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น

ประชาพิจารณ์ คือช่องทางให้แสดงความคิดเห็นของประชาชน ปัจจุบันรัฐจะทำอะไรโดยไม่แจ้งให้ประชาชนได้รับรู้ หรือไม่มีกระบวนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของประชาชนก็จะทำได้ยากขึ้น กรณีนี้จะรวมถึงผู้ปกครองระดับท้องถิ่นด้วย เช่น อบจ. อบต. หากจะสร้างเขื่อนก็ต้องสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่เสียก่อน สภาพการณ์นี้เรียกว่าได้เกิดการเมืองใหม่ขึ้น (New Politics) 

การเมืองใหม่ (New Politics) 

การเมืองใหม่จะเข้ามาแทนที่การเมืองลักษณะเดิม ที่เน้นบทบาทของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว สังคมที่ประชาชนยังไร้การศึกษาและไม่เข้มแข็งที่จะเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง รัฐของสังคมนั้นก็จะมีเป็นผู้นำในการพัฒนาและก่อให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐเป็นผู้ให้และเป็นผู้บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน หากรัฐใดทำหน้าที่นี้ครบถ้วน ประชาชนก็จะมีความสุข แต่ที่ผ่านมา ไม่มีรัฐใดที่ทำหน้าที่ได้ครบถ้วน

ภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่/การเมืองใหม่ ประชาชนทุกคนเป็นพลเมือง (Citizen) ความเป็นพลเมืองจะสอนให้

1.มีจิตสำนึกแบบพลเมือง (Civic Virtue) คือความเป็นตัวเอง ไม่อ่อนแอ ไม่สยบยอมต่ออำนาจรัฐ ไม่ตกเป็นเหยื่อและรู้เท่าทัน ขวนขวายหาข้อมูล และกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วม เช่น การสร้างเขื่อนต้องดูว่ามีผลกระทบอะไรบ้าง ป่าชายเลนจะถูกกระทบหรือไม่ ภูมิปัญญาจะสูญหายไปหรือไม่ ระบบนิเวศจะถูกทำลายหรือไม่ คำถามเหล่านี้จะเกิดจากภาคประชาชนทั้งสิ้น เพราะส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม

กระบวนการทางการเมืองที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันคือ การให้ทุกคนมีส่วนร่วมในฐานะพลเมือง ไม่ใช่ไพร่ฟ้าที่รออำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ และไม่ใช่ราษฎรที่รอความช่วยเหลือจากรัฐบาล หากคนส่วนใหญ่ยังคิดว่าขยะหน้าบ้านไม่ใช่เรื่องของเรา แม่น้ำทั้งสายก็ไม่ใช่ของเรา นายทุนมาสร้างสนามกอล์ฟและทำลายป่าก็ไม่ใช่ป่าของเรา การคิดแบบนี้แสดงว่าสังคมนั้นยังไม่มีจิตสำนึกแบบพลเมือง แต่หากสำนึกว่าที่นี่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเรา แม่น้ำสายนี้เป็นของเรา ถนนหนทางของเรา เราต้องไม่นิ่งดูดายและไม่ปล่อยให้ใครมารุกราน ไม่ปล่อยให้ความเจริญที่แฝงด้วยยาพิษเข้ามา

จิตสำนึกแบบพลเมืองจำเป็นจะต้องสร้างกับทุกคนและทุกพื้นที่ เช่น คนสงขลารักทะเลสาบสงขลา คนเพชรบูรณ์ก็รักเขาค้อ คนเชียงใหม่ก็รักผ้าไหมทอ และร่วมกันพิจารณาทิศทางบ้านเมืองอย่างรอบคอบด้วยเสียงข้างมากของคนในชุมชน อาจารย์ชี้ให้เห็นการมองในรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่รอให้รัฐบาลมาสร้างเขื่อนหรือถนน แต่เน้นการมีจิตสำนึกร่วมกันของพลเมือง

การเมืองของไทยถูกทหารแทรกแซง ต้องฉีกและร่างรัฐธรรมนูญต่อไปเรื่อยๆ ตราบใดที่สำนึกทางการเมืองยังไม่เกิด

2.ประเด็นสาธารณะ (Public Issues) เช่น เขื่อน โรงไฟฟ้า โรงขยะ ปุ๋ย ราคาข้าว สิทธิสตรี ยาเสพติด สมานฉันท์ รัฐธรรมนูญ เป็นการเมืองที่ทำให้ทุกคนในสังคมเข้ามาเรียกร้อง ผลักดัน แลกเปลี่ยน ถกเถียง โต้ตอบ และต่อต้าน ไม่ใช่การเมืองเรื่องการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการเลือกผู้นำเท่านั้น ซึ่งการเมืองเป็นเรื่องใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่สาธารณะทั้งหมดและมีประเด็นซับซ้อนมากมาย เช่น ผลประโยชน์ส่วนตัว/ส่วนรวม/เฉพาะกลุ่ม หรือผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interests) รัฐบาลทักษิณจะเห็นผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์แห่งชาติและผลประโยชน์ทางธุรกิจของผู้มีอำนาจในรัฐบาล

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ประชาชนจะต้องดูว่าสิ่งเหล่านี้มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ เพราะประชาชนได้รับผลกระทบ เช่น การแปรรูปการไฟฟ้า ในอนาคตประชาชนก็จะใช้ไฟฟ้าแพงขึ้น กรณีประเทศอาร์เจนตินาที่ขายสาธารณูปโภคให้ต่างชาติ ทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าสาธารณูปโภคแพงขึ้น และเคยมีคนเสียชีวิตเพราะขาดน้ำ เนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำ ส่วนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของไทย เช่น การบินไทย ปตท. ทีโอที ไปรษณีย์ จะเห็นว่ามีเพียงคนไม่กี่ตระกูลที่ถือหุ้นใหญ่ของกิจการเหล่านี้ ซึ่งรัฐไม่สามารถให้คำตอบได้ นอกจากบอกว่าเพื่อให้กิจการเหล่านี้มีกำไร/ผลประโยชน์มากขึ้น ซึ่งผลประโยชน์ที่ว่าก็ไม่รู้ว่าเป็นของประชาชนหรือของผู้ถือหุ้นกันแน่ หากพลเมืองไม่ตั้งประเด็นคำถามนี้ในการเมืองใหม่ เราก็จะไม่มีทางรู้เรื่องเหล่านี้เลยแล้วก็รอให้รัฐดำเนินการเอง

หากมองว่าการเมืองเป็นประเด็นสาธารณะ สิ่งที่กระทบต่อคนส่วนใหญ่ในสังคมจึงกลายเป็นการเมือง เช่น กระทบต่อใครบ้าง ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ กรณีการสร้างเขื่อน คนกรุงเทพได้ประโยชน์ หรือคนชนบทเสียประโยชน์ ปัจจุบัน ประเด็นสาธารณะเกิดขึ้นทุกวัน อย่างน้อยให้คนในสังคมได้รับรู้ว่ารัฐจะทำอะไร มีนโยบายจะสร้างอะไรและไม่สร้างอะไร ผู้บริโภคจะผลักดันกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคสำเร็จหรือไม่ ผู้บริโภครวมตัวกันเรียกร้องต่อนายทุนที่เอาเปรียบได้หรือไม่ เด็กเล็กควรได้รับการคุ้มครองอย่างไร

ปัจจุบันสังคมให้ความสนใจเนื้อหาในโทรทัศน์ จึงมีการจัด Rate รายการโทรทัศน์ เพื่อดูว่ารายการโทรทัศน์ใดเหมาะกับเด็กหรือวัยใด เพราะได้ปล่อยให้โทรทัศน์ออกมาทำร้ายเด็ก/สังคมมานาน เช่น เด็กเลียนแบบตัวอิจฉาในละคร การตบตีกัน การยิงแสกหน้า หรือภาพรุนแรงต่างๆ สังคมจึงควรมีเกราะป้องกัน

ข่าวหนังสือพิมพ์มติชนบอกว่า ติงทีวีรัฐมองผู้ชมเป็นผู้บริโภค เน้นประวัติศาสตร์-ภาษาน้อย โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะสังคม วิจัยเรื่อง รายการโทรทัศน์เพื่อประโยชน์สาธารณะในฟรีทีวีของประเทศไทย ได้วิเคราะห์คุณค่า 5 ด้านอันเกิดจากการแพร่เนื้อหาของฟรีทีวีตลอด 24 ชั่วโมงว่า เนื้อหาสาระของไทยเน้นประชาธิปไตยหรือไม่ มีวัฒนธรรมที่ดีงามหรือไม่ มีรายการเพลงไทยหรือดนตรีไทยหรือไม่ มีเรื่องการศึกษาหรือไม่

ผลการวิจัยพบว่า ช่องที่มองผู้ชมเป็นพลเมืองคือช่อง 11 รองลงมาคือช่อง 5 และ TITV ช่องที่เหลือจะมองว่าผู้ชมเป็นผู้บริโภคทั้งหมด ดังนั้นจึงทำตามใจผู้บริโภค เช่น ชอบละครผัวเมีย มีแต่ฉากทานข้าว ห้องรับแขก แม่ผัววางแผนทำร้ายลูกสะใภ้ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นแบบอย่างให้สังคมโดยเฉพาะเด็ก โทรทัศน์ไม่เคยสื่อเนื้อหาการต่อสู้ของประชาชนเลย เพราะมัวแต่ทำเรื่องมอมเมาซึ่งไม่ให้ความรู้แก่คนโดยรวมเลย

ละครที่แย่งชิงตบตีกันจะเป็นที่นิยมมาก โดยที่ประชาชนไม่รู้ว่ากำลังเสพยาพิษอยู่ หากดูโทรทัศน์ช่อง 7 เป็นเวลา 10 ปี พฤติกรรมของคนก็จะไม่พ้นเรื่องรักๆใคร่ๆ หรือการมีชู้ ในต่างประเทศ ละครประเภทนี้จะฉายช่วง 8-9 โมงเช้าวันทำงาน ขณะที่ไทยจะฉายในช่วง Prime Time