2007/Sep/19

คำบรรยายวิชา PS 712 การมีส่วนร่วมของมหาชนในการเมืองไทย

Public Participation in Thai Politics

ดร.สุชาติ ศรียารัณย วันที่ 31 สิงหาคม พ.. 2550สถานที่ติดต่ออาจารย์

ดร.สุชาติ ศรียารัณย

คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง

02-3108483-9 ต่อ 60, 01-8451054

การวัดผล

1.คะแนนเข้าชั้นเรียน 10 คะแนน

2.Quiz 30 คะแนน

3.รายงาน 20 คะแนน

4.สอบไล่ 40 คะแนน ข้อสอบมี 4 ข้อ ให้เลือกทำ 3 ข้อ เวลา 3 ชั่วโมง

คำสั่งรายงาน

1.ให้นักศึกษาทำรายงานหัวข้อ รัฐธรรมนูญกับผลการลงประชามติ

2.ความยาว 10 หน้ากระดาษ A4 เขียนด้วยลายมือ

3.กำหนดส่งภายในสัปดาห์ที่ 2 ของการเรียน (อ.สุชาติอนุญาตให้ส่งสัปดาห์ที่ 3)

4.รวบรวมส่งที่คุณไพฑูรย์ บุญสระ บัณฑิตวิทยาลัย อาคารทำชัย ชั้น 3 ม.รามคำแหง หัวหมาก บางกะปิ 10240 (เพื่อเสนออาจารย์ประจำวิชา)

เอกสารประกอบการบรรยาย


edit @ 2007/09/19 13:38:11

1.การมีส่วนร่วมของมหาชนในการเมืองไทย เป็นเอกสารประกอบการบรรยายที่จะช่วยให้นักศึกษาเข้าใจการเมืองภาคประชาชน นักรัฐศาสตร์จะต้องสนใจการมีส่วนร่วมทางการเมือง เช่น การเลือกตั้ง การลงประชามติ การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การติดตามสถานการณ์การเมือง หลังใช้รัฐธรรมนูญ 2550 บ้านเมืองจะมีบรรยากาศเป็นอย่างไร

การมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นหัวใจสำคัญของประชาธิปไตย หากประชาชนเฉื่อยชาทางการเมืองก็จะตกเป็นเหยื่อของผู้ที่อาศัยกลไกทางการเมืองไปแสวงหาผลประโยชน์

2.บทความชื่อ อนุทินคามคิดจากรัฐสู่ประชาสังคมและพลเมือง ในหนังสือชื่อ การเมืองของพลเมือง โดยดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์

3.บทความชื่อ บทสังเคราะห์ความเคลื่อนไหวของภาคีอันหลากหลายในขบวนการ ในผลงานวิจัยชื่อ ประชาสังคมไทยขบวนการประชาสังคมไทย ความเคลื่อนไหวภาคพลเรือน ของดร.อนุชาติ พวงสำลี และดร.กฤตยา อาชวนิจกุล

4.เอกสารอบรมหลักสูตร การเมืองกับการบริหาร ของอ.สุชาติ ศรียารัณย

นักศึกษาที่เลือกทำข้อสอบของอาจารย์ให้อ่านเอกสารทั้ง 3 ชิ้นนี้อย่างละเอียด

5.การเมืองภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทย ผลงานวิจัยของอ.เสกสรร ประเสริฐกุล เป็นงานวิจัยที่ทำให้เข้าใจการเมืองภาคพลเมืองของไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

**เข้าสู่เนื้อหาการบรรยาย**

การมีส่วนร่วมทางการเมือง (Political Participation)

การมีส่วนร่วมทางการเมือง คือการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง เกิดขึ้นมากในประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตย นักวิชาการกล่าวว่า การมีส่วนร่วมมีตั้งแต่ระดับที่จางที่สุดไปจนถึงระดับที่เข้มข้น เช่น

1.การรับรู้ข่าวสารทางการเมือง เช่น ดูข่าวโทรทัศน์ หรืออ่านหนังสือพิมพ์

2.ไปเลือกตั้ง เป็นกิจกรรมการเมืองที่ชัดเจนที่สุด

3.ไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองอื่น เช่น ร่วมประท้วง เข้าฟังการปราศรัยหาเสียง

4.ลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เช่น ให้เงินสนับสนุนพรรคการเมือง

ระดับการมีส่วนร่วมอาจแยกได้อีกทางหนึ่ง ดังนี้

1.ร่วมรับรู้ข้อมูลข่าวสาร

2.ร่วมคิด

3.ร่วมทำกิจกรรม

4.ร่วมตัดสินใจนโยบาย

5.ร่วมรับผลดีหรือผลเสียทางการเมือง เช่น ยินดีรับรัฐธรรมนูญ 2550

เฮเกล (Hegel) นักปรัชญาชาวเยอรมันกล่าวว่า สังคมการเมืองเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ทางอำนาจของคน 2 ฝ่าย ได้แก่ ภาครัฐและภาคประชาสังคม

1.ภาครัฐ (State Sector) คืออำนาจอันชอบธรรมที่ปกคลุมสังคมการเมืองทั้งหมด ตัวแสดง (Actors) ที่ทำหน้าที่แทนรัฐ เช่น รัฐบาล ระบบกฎหมาย ระบบราชการ กองทัพ ตำรวจ กระบวนการยุติธรรม ระบบการศึกษา ซึ่งอำนาจรัฐจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตคนที่อยู่ในสังคมการเมืองนั้นๆ การปฏิบัติตามกฎหมายก็คือการยอมรับอำนาจรัฐนั่นเอง

2.ภาคประชาสังคม (Civil Society Sector) หรือ Non-State Sector เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้น โดยที่รัฐไม่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวข้องน้อยมาก

ทั้งสองส่วนจะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน รัฐทำหน้าที่ปกครอง กำกับดูแล บังคับ ควบคุม ตีกรอบ หรือบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชน ความเข้มข้นของหน้าที่รัฐขึ้นอยู่กับระบอบการปกครอง เช่น รัฐในอดีตจะเน้นควบคุมและบังคับ ส่วนรัฐประชาธิปไตยจะเน้นดูแลและอำนวยความสะดวก

ประชาสังคมมีหน้าที่ตอบโต้อำนาจรัฐ อำนาจในการตอบโต้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระบอบการปกครอง เช่น การเวนคืนที่ดิน อดีตประชาชนไม่มีสิทธิ์เรียกร้องเอาจากรัฐ แต่ปัจจุบันประชาชนมีสิทธิ์ต่อรองกับรัฐได้มากขึ้น โดยมีองค์กรกลางคอยช่วยเหลือ ปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ให้ความเป็นธรรมอย่างแท้จริงกับประชาชน ประชาชนจึงสร้างกระบวนการยุติธรรมของภาคประชาชนเอง

กรณีการใช้อำนาจรัฐต่อระบบการศึกษา ประเทศจีนจะกำหนดการศึกษาให้ประชาชนทุกคนตั้งแต่เด็กจนโต มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ของไทยจะเป็นของรัฐ โรงเรียนทุกแห่งต้องเรียนภายใต้หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น รัฐเป็นผู้กำหนดว่าใครเป็นวีรบุรุษ/วีรสตรี หรือกำหนดประวัติศาสตร์ของไทย เรารู้จักสุนทรภู่เพราะได้เรียนในวิชาภาษาไทย ประชาชนไม่มีทางได้รู้ว่าสิ่งที่รัฐกำหนดให้เรียนรู้นั้นถูกหรือผิด

กลไกภาครัฐทุกแห่งในโลกจะมีตัวแสดงที่เป็นตัวแทนของรัฐ เช่น ตำรวจต้องจับขอทาน ตามหน้าที่ แม้จะสงสารแต่ก็ต้องจับเพราะหากไม่ปฏิบัติก็จะถือว่าละเมิด กองทัพใช้อำนาจรัฐมากเกินไปจนห่างไกลประชาชน เช่น ห้ามประชาชนเข้าเขตทหาร แต่ปัจจุบันเริ่มเปิดกว้างให้ประชาชนเข้าไปในสังคมทหารมากขึ้น

หลุยส์ อัลชูแชร์ (Louis Althusser) นักปรัชญาสังคมชาวฝรั่งเศสกล่าวว่า กลไกของรัฐแบ่งออกเป็น 2 กลไก (State Apparatus) ซึ่งรัฐทุกรัฐจะใช้อำนาจผ่าน 2 กลไกนี้ ได้แก่

1.กลไกบังคับควบคุม ได้แก่

-กองทัพ เพื่อป้องป้องเอกราชและความสงบจากภายนอก

-ตำรวจ เพื่อป้องป้องและรักษาความสงบจากภายใน

-หน่วยงานที่เรียกชื่ออื่นๆ เช่น หน่วยงานสืบราชการลับ สันนิบาล หรือสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ทำหน้าที่ควบคุม บังคับ และจำกัดการเคลื่อนไหวของประชาชน หรือสอดแนมหาข่าว เช่น CIA ทำงานเกินหน้าที่ด้วยการเข้าไปโค่นล้มรัฐบาลของประเทศเล็ก หรือเข้าไปลอบสังหารรัฐบาลในลาวเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐอเมริกัน

ช่วงที่ไทยเรามีระบอบเผด็จการ หน่วยงานสันติบาลจะตรวจสอบว่าฉากภาพยนตร์เรื่องใดที่ประชาชนควรดู หากพบฉากใดโป๊และไม่เหมาะสม สันติบาลก็จะตัดทิ้งทั้งหมด เจ้าของภาพยนตร์ก็พูดอะไรมากไม่ได้เพราะพนักงานเซ็นเซอร์มีอำนาจมาก คุณธนา มุกดาสนิทไปดูการตัดต่อของแผนกพิจารณาภาพยนตร์เห็นว่ามีเพียงจ่าแค่ 2-3 คนเท่านั้น แสดงว่าการพิจารณาไม่ได้ผ่านกระบวนการทางวิชาการหรือการลงมติที่ชัดเจน เป็นเพียงความคิดของจ่าแค่ 2-3 คนนี้เท่านั้นว่าประชาชนควรดูอะไรและไม่ควรดูอะไร แต่ปัจจุบัน หากแผนกพิจารณาตัดฉากภาพยนตร์มากเกินไป ผู้กำกับก็จะออกมาโวยวายเพราะทำให้เสียอรรถรส

รัฐบาลเยอรมันจะไม่เกี่ยวข้องกับการตัดภาพยนตร์ ภาคประชาสังคมจะดูแลกันเองว่าอะไรเหมาะและไม่เหมาะกับสังคม รัฐเพียงออกกฎหมายห้ามละเมิดเด็ก และกำหนดอายุเด็กที่ไม่เหมาะต่อภาพยนตร์เท่านั้น

-ระบบกฎหมายเป็นเครื่องมือของรัฐในการควบคุม บางครั้งเรียกว่านิติรัฐ แม้ผู้ร่างกฎหมายจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่รัฐก็เป็นผู้ควบคุม กฎหมายบางอย่างเอาไว้กดคนที่รัฐต้องการตีกรอบ ซึ่งไม่ได้สะท้อนความเป็นธรรมทั้งหมด เพราะรัฐเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย หากรัฐเข้าข้างนายทุนก็จะออกกฎหมายเอื้อประโยชน์ต่อนายทุน หากเข้าข้างราชการก็จะออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของราชการโดยลิดรอนประโยชน์ของประชาชนทั่วไป กรณีกฎหมายผู้บริโภคหรือกฎหมายซื้อขายที่ดินก็ต้องดูว่าเอื้อประโยชน์ให้ผู้ซื้อหรือผู้บริโภค สังคมปัจจุบันกำลังดูว่ากฎหมายได้เอื้อประโยชน์ให้ใครกันแน่ เป็นธรรมหรือไม่ ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และมีการพูดถึงสิทธิของประชาชนมากขึ้นทั้งเรื่องการถูกจับขัง การถูกค้นบ้าน

2.กลไกหล่อหลอมอุดมการณ์ ได้แก่

-แบบเรียน เช่น เรียนประวัติศาสตร์ไทยตามแบบและขอบเขตที่รัฐกำหนด ฮิตเลอร์และจอมพล ป. จะหล่อหลอมเด็กผ่านแบบเรียน

-ระบบโรงเรียน คือระบบที่หล่อหลอมให้เด็กเป็นไปอย่างที่รัฐต้องการ เช่น เด็กไทยต้องตัดผมสั้น ทหารต้องตัดผมเกรียน รัฐกำหนดว่าต้องเรียนวิชาอะไรบ้าง และใครเป็นผู้สอน ช่วงเผด็จการทหาร ตำราที่มีหน้าปกสีแดงจะถูกสั่งห้ามเด็ดขาด

-คำขวัญ เช่น คำขวัญวันเด็ก ไทยเป็นรัฐเดียวที่ให้คำขวัญวันเด็ก เด็กก็จะท่องจำและครูก็จะให้คัดลายมือ รัฐใดมีคำขวัญมากแสดงว่ารัฐนั้นกำลังมีปัญหา เช่น เมืองนี้เป็นเมืองคนดี แสดงว่าเมืองนั้นมีคนไม่ดีมากและมีอาชญากรรมสูง หากเมืองใดกล่าวถึงคุณธรรมมากก็แสดงว่าคนในเมืองนั้นขาดคุณธรรม ชี้ให้เห็นว่ารัฐเข้าไปควบคุม ตีกรอบ และแทรกแซงความคิดของคนตั้งแต่เด็ก

-สัญลักษณ์ เช่น ธงชาติ เพลงชาติ เพลงปลุกใจ

-เอกลักษณ์ จอมพล ป. เป็นยุคเชื่อผู้นำชาติพ้นภัยจึงประกาศใช้รัฐนิยมไทย เช่น หญิงไทยใจงาม โดยออกกฎหมายห้ามกินหมากและโฆษณาชวนเชื่อว่าน้ำหมากเหมือนเลือดที่ติดอยู่มุมปากดูแล้วไม่สวยงาม หากบ้วนทิ้งเรี่ยราดก็จะทำให้บ้านเมืองสกปรก ผู้ชายและข้าราชการก็ต้องสวมหมวกเวลาออกจากบ้าน สามีต้องจุมพิตภรรยาก่อนออกจากบ้าน ต้องมีรำวงมาตรฐาน ห้ามเต้นท่าอื่น ให้กล่าวคำว่าอรุณสวัสดิ์ สายันต์สวัสดิ์ และราตรีสวัสดิ์ พอหมดยุคจอมพล ป. ทุกอย่างก็ยกเลิก

ช่วงที่ให้กล่าวทักทายในยามต่างๆ ประชาชนร้องเรียนว่าจำยาก จอมพล ป. จึงให้ใช้คำว่า พิบูลสวัสดิ์สำหรับการทักทายตลอด 21 ชั่วโมง ซึ่งตรงกับคำว่า Heil Hitler ที่เป็นคำทักของนาซี จอมพล ป. จึงถูกเรียกว่าเป็นเผด็จการฟาสซิสต์เหมือนมุสโสลินีและฮิตเลอร์ เพราะใช้อำนาจรัฐบังคับทั้ง 2 กลไก เช่นเดียวกับเหมาเจ๋อตงที่บังคับให้คนจีนปฏิบัติตามอำนาจรัฐอย่างเข้มข้น

สรุป เนื้อแท้ของวิชารัฐศาสตร์คือ State and Civil Society ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชน

อดีต รัฐจะใช้อำนาจกับประชาชนมากจนประชาชนไม่อาจต้านทานได้ ทฤษฎีรัฐศาสตร์โบราณก็จะจะสนใจว่าใครเป็นผู้ปกครอง ปกครองอย่างไร ใช้คติชนอย่างไร ปกครองในลักษณะใด ประชาชนเป็นไพร่ฟ้าที่ต้านทานอำนาจรัฐไม่ได้ หรือเป็นพสกนิกร