2007/Sep/19

คำบรรยายวิชา PS 712 การมีส่วนร่วมของมหาชนในการเมืองไทย

Public Participation in Thai Politics

ดร.สุชาติ ศรียารัณย วันที่ 31 สิงหาคม พ.. 2550สถานที่ติดต่ออาจารย์

ดร.สุชาติ ศรียารัณย

คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง

02-3108483-9 ต่อ 60, 01-8451054

การวัดผล

1.คะแนนเข้าชั้นเรียน 10 คะแนน

2.Quiz 30 คะแนน

3.รายงาน 20 คะแนน

4.สอบไล่ 40 คะแนน ข้อสอบมี 4 ข้อ ให้เลือกทำ 3 ข้อ เวลา 3 ชั่วโมง

คำสั่งรายงาน

1.ให้นักศึกษาทำรายงานหัวข้อ รัฐธรรมนูญกับผลการลงประชามติ

2.ความยาว 10 หน้ากระดาษ A4 เขียนด้วยลายมือ

3.กำหนดส่งภายในสัปดาห์ที่ 2 ของการเรียน (อ.สุชาติอนุญาตให้ส่งสัปดาห์ที่ 3)

4.รวบรวมส่งที่คุณไพฑูรย์ บุญสระ บัณฑิตวิทยาลัย อาคารทำชัย ชั้น 3 ม.รามคำแหง หัวหมาก บางกะปิ 10240 (เพื่อเสนออาจารย์ประจำวิชา)

เอกสารประกอบการบรรยาย


edit @ 2007/09/19 13:38:11

1.การมีส่วนร่วมของมหาชนในการเมืองไทย เป็นเอกสารประกอบการบรรยายที่จะช่วยให้นักศึกษาเข้าใจการเมืองภาคประชาชน นักรัฐศาสตร์จะต้องสนใจการมีส่วนร่วมทางการเมือง เช่น การเลือกตั้ง การลงประชามติ การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การติดตามสถานการณ์การเมือง หลังใช้รัฐธรรมนูญ 2550 บ้านเมืองจะมีบรรยากาศเป็นอย่างไร

การมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นหัวใจสำคัญของประชาธิปไตย หากประชาชนเฉื่อยชาทางการเมืองก็จะตกเป็นเหยื่อของผู้ที่อาศัยกลไกทางการเมืองไปแสวงหาผลประโยชน์

2.บทความชื่อ อนุทินคามคิดจากรัฐสู่ประชาสังคมและพลเมือง ในหนังสือชื่อ การเมืองของพลเมือง โดยดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์

3.บทความชื่อ บทสังเคราะห์ความเคลื่อนไหวของภาคีอันหลากหลายในขบวนการ ในผลงานวิจัยชื่อ ประชาสังคมไทยขบวนการประชาสังคมไทย ความเคลื่อนไหวภาคพลเรือน ของดร.อนุชาติ พวงสำลี และดร.กฤตยา อาชวนิจกุล

4.เอกสารอบรมหลักสูตร การเมืองกับการบริหาร ของอ.สุชาติ ศรียารัณย

นักศึกษาที่เลือกทำข้อสอบของอาจารย์ให้อ่านเอกสารทั้ง 3 ชิ้นนี้อย่างละเอียด

5.การเมืองภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทย ผลงานวิจัยของอ.เสกสรร ประเสริฐกุล เป็นงานวิจัยที่ทำให้เข้าใจการเมืองภาคพลเมืองของไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

**เข้าสู่เนื้อหาการบรรยาย**

การมีส่วนร่วมทางการเมือง (Political Participation)

การมีส่วนร่วมทางการเมือง คือการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง เกิดขึ้นมากในประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตย นักวิชาการกล่าวว่า การมีส่วนร่วมมีตั้งแต่ระดับที่จางที่สุดไปจนถึงระดับที่เข้มข้น เช่น

1.การรับรู้ข่าวสารทางการเมือง เช่น ดูข่าวโทรทัศน์ หรืออ่านหนังสือพิมพ์

2.ไปเลือกตั้ง เป็นกิจกรรมการเมืองที่ชัดเจนที่สุด

3.ไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองอื่น เช่น ร่วมประท้วง เข้าฟังการปราศรัยหาเสียง

4.ลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เช่น ให้เงินสนับสนุนพรรคการเมือง

ระดับการมีส่วนร่วมอาจแยกได้อีกทางหนึ่ง ดังนี้

1.ร่วมรับรู้ข้อมูลข่าวสาร

2.ร่วมคิด

3.ร่วมทำกิจกรรม

4.ร่วมตัดสินใจนโยบาย

5.ร่วมรับผลดีหรือผลเสียทางการเมือง เช่น ยินดีรับรัฐธรรมนูญ 2550

เฮเกล (Hegel) นักปรัชญาชาวเยอรมันกล่าวว่า สังคมการเมืองเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ทางอำนาจของคน 2 ฝ่าย ได้แก่ ภาครัฐและภาคประชาสังคม

1.ภาครัฐ (State Sector) คืออำนาจอันชอบธรรมที่ปกคลุมสังคมการเมืองทั้งหมด ตัวแสดง (Actors) ที่ทำหน้าที่แทนรัฐ เช่น รัฐบาล ระบบกฎหมาย ระบบราชการ กองทัพ ตำรวจ กระบวนการยุติธรรม ระบบการศึกษา ซึ่งอำนาจรัฐจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตคนที่อยู่ในสังคมการเมืองนั้นๆ การปฏิบัติตามกฎหมายก็คือการยอมรับอำนาจรัฐนั่นเอง

2.ภาคประชาสังคม (Civil Society Sector) หรือ Non-State Sector เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้น โดยที่รัฐไม่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวข้องน้อยมาก

ทั้งสองส่วนจะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน รัฐทำหน้าที่ปกครอง กำกับดูแล บังคับ ควบคุม ตีกรอบ หรือบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชน ความเข้มข้นของหน้าที่รัฐขึ้นอยู่กับระบอบการปกครอง เช่น รัฐในอดีตจะเน้นควบคุมและบังคับ ส่วนรัฐประชาธิปไตยจะเน้นดูแลและอำนวยความสะดวก

ประชาสังคมมีหน้าที่ตอบโต้อำนาจรัฐ อำนาจในการตอบโต้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระบอบการปกครอง เช่น การเวนคืนที่ดิน อดีตประชาชนไม่มีสิทธิ์เรียกร้องเอาจากรัฐ แต่ปัจจุบันประชาชนมีสิทธิ์ต่อรองกับรัฐได้มากขึ้น โดยมีองค์กรกลางคอยช่วยเหลือ ปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ให้ความเป็นธรรมอย่างแท้จริงกับประชาชน ประชาชนจึงสร้างกระบวนการยุติธรรมของภาคประชาชนเอง

กรณีการใช้อำนาจรัฐต่อระบบการศึกษา ประเทศจีนจะกำหนดการศึกษาให้ประชาชนทุกคนตั้งแต่เด็กจนโต มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ของไทยจะเป็นของรัฐ โรงเรียนทุกแห่งต้องเรียนภายใต้หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น รัฐเป็นผู้กำหนดว่าใครเป็นวีรบุรุษ/วีรสตรี หรือกำหนดประวัติศาสตร์ของไทย เรารู้จักสุนทรภู่เพราะได้เรียนในวิชาภาษาไทย ประชาชนไม่มีทางได้รู้ว่าสิ่งที่รัฐกำหนดให้เรียนรู้นั้นถูกหรือผิด

กลไกภาครัฐทุกแห่งในโลกจะมีตัวแสดงที่เป็นตัวแทนของรัฐ เช่น ตำรวจต้องจับขอทาน ตามหน้าที่ แม้จะสงสารแต่ก็ต้องจับเพราะหากไม่ปฏิบัติก็จะถือว่าละเมิด กองทัพใช้อำนาจรัฐมากเกินไปจนห่างไกลประชาชน เช่น ห้ามประชาชนเข้าเขตทหาร แต่ปัจจุบันเริ่มเปิดกว้างให้ประชาชนเข้าไปในสังคมทหารมากขึ้น

หลุยส์ อัลชูแชร์ (Louis Althusser) นักปรัชญาสังคมชาวฝรั่งเศสกล่าวว่า กลไกของรัฐแบ่งออกเป็น 2 กลไก (State Apparatus) ซึ่งรัฐทุกรัฐจะใช้อำนาจผ่าน 2 กลไกนี้ ได้แก่

1.กลไกบังคับควบคุม ได้แก่

-กองทัพ เพื่อป้องป้องเอกราชและความสงบจากภายนอก

-ตำรวจ เพื่อป้องป้องและรักษาความสงบจากภายใน

-หน่วยงานที่เรียกชื่ออื่นๆ เช่น หน่วยงานสืบราชการลับ สันนิบาล หรือสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ทำหน้าที่ควบคุม บังคับ และจำกัดการเคลื่อนไหวของประชาชน หรือสอดแนมหาข่าว เช่น CIA ทำงานเกินหน้าที่ด้วยการเข้าไปโค่นล้มรัฐบาลของประเทศเล็ก หรือเข้าไปลอบสังหารรัฐบาลในลาวเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐอเมริกัน

ช่วงที่ไทยเรามีระบอบเผด็จการ หน่วยงานสันติบาลจะตรวจสอบว่าฉากภาพยนตร์เรื่องใดที่ประชาชนควรดู หากพบฉากใดโป๊และไม่เหมาะสม สันติบาลก็จะตัดทิ้งทั้งหมด เจ้าของภาพยนตร์ก็พูดอะไรมากไม่ได้เพราะพนักงานเซ็นเซอร์มีอำนาจมาก คุณธนา มุกดาสนิทไปดูการตัดต่อของแผนกพิจารณาภาพยนตร์เห็นว่ามีเพียงจ่าแค่ 2-3 คนเท่านั้น แสดงว่าการพิจารณาไม่ได้ผ่านกระบวนการทางวิชาการหรือการลงมติที่ชัดเจน เป็นเพียงความคิดของจ่าแค่ 2-3 คนนี้เท่านั้นว่าประชาชนควรดูอะไรและไม่ควรดูอะไร แต่ปัจจุบัน หากแผนกพิจารณาตัดฉากภาพยนตร์มากเกินไป ผู้กำกับก็จะออกมาโวยวายเพราะทำให้เสียอรรถรส

รัฐบาลเยอรมันจะไม่เกี่ยวข้องกับการตัดภาพยนตร์ ภาคประชาสังคมจะดูแลกันเองว่าอะไรเหมาะและไม่เหมาะกับสังคม รัฐเพียงออกกฎหมายห้ามละเมิดเด็ก และกำหนดอายุเด็กที่ไม่เหมาะต่อภาพยนตร์เท่านั้น

-ระบบกฎหมายเป็นเครื่องมือของรัฐในการควบคุม บางครั้งเรียกว่านิติรัฐ แม้ผู้ร่างกฎหมายจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่รัฐก็เป็นผู้ควบคุม กฎหมายบางอย่างเอาไว้กดคนที่รัฐต้องการตีกรอบ ซึ่งไม่ได้สะท้อนความเป็นธรรมทั้งหมด เพราะรัฐเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย หากรัฐเข้าข้างนายทุนก็จะออกกฎหมายเอื้อประโยชน์ต่อนายทุน หากเข้าข้างราชการก็จะออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของราชการโดยลิดรอนประโยชน์ของประชาชนทั่วไป กรณีกฎหมายผู้บริโภคหรือกฎหมายซื้อขายที่ดินก็ต้องดูว่าเอื้อประโยชน์ให้ผู้ซื้อหรือผู้บริโภค สังคมปัจจุบันกำลังดูว่ากฎหมายได้เอื้อประโยชน์ให้ใครกันแน่ เป็นธรรมหรือไม่ ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และมีการพูดถึงสิทธิของประชาชนมากขึ้นทั้งเรื่องการถูกจับขัง การถูกค้นบ้าน

2.กลไกหล่อหลอมอุดมการณ์ ได้แก่

-แบบเรียน เช่น เรียนประวัติศาสตร์ไทยตามแบบและขอบเขตที่รัฐกำหนด ฮิตเลอร์และจอมพล ป. จะหล่อหลอมเด็กผ่านแบบเรียน

-ระบบโรงเรียน คือระบบที่หล่อหลอมให้เด็กเป็นไปอย่างที่รัฐต้องการ เช่น เด็กไทยต้องตัดผมสั้น ทหารต้องตัดผมเกรียน รัฐกำหนดว่าต้องเรียนวิชาอะไรบ้าง และใครเป็นผู้สอน ช่วงเผด็จการทหาร ตำราที่มีหน้าปกสีแดงจะถูกสั่งห้ามเด็ดขาด

-คำขวัญ เช่น คำขวัญวันเด็ก ไทยเป็นรัฐเดียวที่ให้คำขวัญวันเด็ก เด็กก็จะท่องจำและครูก็จะให้คัดลายมือ รัฐใดมีคำขวัญมากแสดงว่ารัฐนั้นกำลังมีปัญหา เช่น เมืองนี้เป็นเมืองคนดี แสดงว่าเมืองนั้นมีคนไม่ดีมากและมีอาชญากรรมสูง หากเมืองใดกล่าวถึงคุณธรรมมากก็แสดงว่าคนในเมืองนั้นขาดคุณธรรม ชี้ให้เห็นว่ารัฐเข้าไปควบคุม ตีกรอบ และแทรกแซงความคิดของคนตั้งแต่เด็ก

-สัญลักษณ์ เช่น ธงชาติ เพลงชาติ เพลงปลุกใจ

-เอกลักษณ์ จอมพล ป. เป็นยุคเชื่อผู้นำชาติพ้นภัยจึงประกาศใช้รัฐนิยมไทย เช่น หญิงไทยใจงาม โดยออกกฎหมายห้ามกินหมากและโฆษณาชวนเชื่อว่าน้ำหมากเหมือนเลือดที่ติดอยู่มุมปากดูแล้วไม่สวยงาม หากบ้วนทิ้งเรี่ยราดก็จะทำให้บ้านเมืองสกปรก ผู้ชายและข้าราชการก็ต้องสวมหมวกเวลาออกจากบ้าน สามีต้องจุมพิตภรรยาก่อนออกจากบ้าน ต้องมีรำวงมาตรฐาน ห้ามเต้นท่าอื่น ให้กล่าวคำว่าอรุณสวัสดิ์ สายันต์สวัสดิ์ และราตรีสวัสดิ์ พอหมดยุคจอมพล ป. ทุกอย่างก็ยกเลิก

ช่วงที่ให้กล่าวทักทายในยามต่างๆ ประชาชนร้องเรียนว่าจำยาก จอมพล ป. จึงให้ใช้คำว่า พิบูลสวัสดิ์สำหรับการทักทายตลอด 21 ชั่วโมง ซึ่งตรงกับคำว่า Heil Hitler ที่เป็นคำทักของนาซี จอมพล ป. จึงถูกเรียกว่าเป็นเผด็จการฟาสซิสต์เหมือนมุสโสลินีและฮิตเลอร์ เพราะใช้อำนาจรัฐบังคับทั้ง 2 กลไก เช่นเดียวกับเหมาเจ๋อตงที่บังคับให้คนจีนปฏิบัติตามอำนาจรัฐอย่างเข้มข้น

สรุป เนื้อแท้ของวิชารัฐศาสตร์คือ State and Civil Society ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชน

อดีต รัฐจะใช้อำนาจกับประชาชนมากจนประชาชนไม่อาจต้านทานได้ ทฤษฎีรัฐศาสตร์โบราณก็จะจะสนใจว่าใครเป็นผู้ปกครอง ปกครองอย่างไร ใช้คติชนอย่างไร ปกครองในลักษณะใด ประชาชนเป็นไพร่ฟ้าที่ต้านทานอำนาจรัฐไม่ได้ หรือเป็นพสกนิกร

อำนาจรัฐที่ศักดิ์สิทธิ์คือการใช้อำนาจเด็ดขาดในการปกครอง (สมบูรณาญาสิทธิราชย์) กษัตริย์ต้องเข้มแข็งมีหน้าที่ปกป้องบ้านเมืองเพื่อให้ประชาชนมีความสงบร่มเย็น เช่น พระนเรศวรที่ต้องออกไปรบกับพม่าเพื่อปกป้องสังคมไทย ยามสงบ ประชาชนต้องกราบแนบพื้นและห้ามกระด้างกระเดื่องต่อกษัตริย์

ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) ประชาชนเป็นไพร่จึงไม่มีส่วนร่วมกับการเมืองใดๆทั้งสิ้น ส่วนกษัตริย์เป็นเจ้า และยึดอยู่ในคติชนของลัทธิเทวสิทธิ์ (Devine Rights) คือผู้ปกครองเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เปรียบเสมือนปางหนึ่งของพระนารายณ์อวตารลงมา ประชาชนก็ต้องยอมเพราะถือว่าเป็นคนละชาติกำเนิด ปัจจุบัน เวลาพระเจ้าอยู่หัวของไทยเสด็จประทับอยู่ที่ใดก็จะมีธงครุฑสีเหลืองปักอยู่ เปรียบเสมือนพระองค์เป็นพระนารายณ์ปางหนึ่งที่ทรงครุฑเป็นพระราชพาหนะ ไทยเราเปลี่ยนระบอบการปกครองในปีพ.ศ.2475 แต่ก็ยังเชื่อคติชนนี้อยู่ แม้อำนาจของกษัตริย์จะไม่เหมือนเดิมก็ตาม

รัฐในสังคมอยุธยามีอำนาจอย่างเข้มข้น คนที่เป็นไพร่ไม่สามารถเปลี่ยนฐานันดรของตนเองได้ ไพร่สมจะต้องไปเป็นทหาร ไพร่ส่วยก็ต้องส่งข้าวไปให้รัฐทดแทนแรงงาน เมื่อเปลี่ยนการปกครองมาเป็นข้าราชการเป็นใหญ่ ประชาชนก็ถูกเรียกว่าราษฎรและไม่มีฐานันดรความเป็นไพร่อีกต่อไป ราษฎรจึงรอข้าราชการมาบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ ปัจจุบันประชาชนถูกเรียกว่าพลเมือง

วิวัฒนาการฐานันดรของประชาชน

1.ระบบเจ้าและไพร่ (Subjects) ผู้ปกครองเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ นับฐานันดรตามการเกิดและศักดินา (การครอบครองที่ดิน)

2.ยุคข้าราชการและราษฎร (People) ผู้ปกครองคือข้าราชการ ซึ่งเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถและมีกฎหมายอยู่ในมือ ช่วงนี้ราษฎรอ่อนแอจึงต้องรอรับผลที่รัฐกระจายออกมา เช่น นโยบาย ของแจก

3.ผู้ปกครองที่ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นตัวแทนเข้าไปใช้อำนาจรัฐ ซึ่งเป็นสามัญชนที่มีความสามารถ และพลเมือง (Citizen)

ความเป็นพลเมือง (Citizenship)

-สิทธิ คือสิทธิตามกฎหมาย เช่น สิทธิในการดูแลป่าไม้

-บทบาทหน้าที่ เช่น หน้าที่ในการศึกษา การเสียภาษี การเป็นทหาร

-เสรีภาพ เช่น เสรีภาพในการเลือกใช้ชีวิต มีสิทธิ์ในการรวมตัว

-ความเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้

พลเมืองมองว่าได้ปล่อยให้รัฐควบคุมอย่างเข้มแข็งมานานหลายร้อยหลายพันปีมาแล้ว ปัจจุบันประชาชน/พลเมืองจึงสามารถต้านหรือบอกรัฐว่าไม่พอใจในการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมของรัฐ รวมถึงการใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงและแทรกแซงของรัฐ เช่น รัฐละเมิดเกินไปหรือไม่ รัฐที่ศักดิ์สิทธิ์จึงหมดยุคไป คงเหลือแต่รัฐที่พลเมืองเลือกเข้าไปแทน เช่น เลือกนายกรัฐมนตรี หากตัวแทนทำหน้าที่ไม่ดีก็ถูกปลดออก

ภาคประชาสังคม

รัฐศาสตร์ปัจจุบันให้ความสนใจอำนาจของประชาสังคมที่จะลุกขึ้นต้านอำนาจของรัฐและนายทุน เพื่อรักษาสิทธิและพื้นที่ในสังคม ตัวแสดงสำคัญของประชาสังคมเช่น

1.ปัจเจกบุคคล เช่น สิทธิสตรี สิทธิเด็ก หรือสิทธิเพศที่สามในระดับปัจเจกบุคคล

2.ครอบครัว เป็นหน่วยทางสังคม ประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูก

3.การจัดตั้งกลุ่มที่มีอุดมการณ์เหมือนกัน มีบทบาทชัดเจน เช่น ชมรม องค์กร สมาคม สหพันธ์

4.ขบวนการเคลื่อนไหวในสังคม (Social Movement) เช่น กลุ่มพิทักษ์สิทธิสตรี กลุ่มดูแลคนติดเชื้อ HIV กลุ่มดูแลทรัพยากรธรรมชาติ กรณีชมรมผู้บริโภคเกิดจากผู้ถูกลิดรอนสิทธิรวมตัวกันเพื่อดูแลผลประโยชน์กันเอง เพราะไม่สามารถรออำนาจภาครัฐได้

5.กลุ่มอัตลักษณ์ต่างๆ (Identity Groups)

การเมืองที่ให้ความสำคัญกับคนกลุ่มล่างเรียกว่า การเมืองภาคพลเมือง โดยเฉพาะคนชายขอบของสังคม (Marginal Groups) เช่น คนยากจนในสลัม คนติดเอดส์ ชนกลุ่มน้อย คนพิการ ซึ่งเป็นคนที่เข้าไปไม่ถึงกระบวนการทางการเมือง ไม่ได้รับผลประโยชน์จากนโยบายของรัฐ และสิทธิเสรีภาพบางอย่างขาดหายไป การเมืองภาคพลเมืองจะดูแลคนเหล่านี้เพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง เช่น การได้รับผลประโยชน์ที่ควรได้จากรัฐ มีสิทธิเท่าเทียมกับคนในสังคม ได้รับการดูแลจากสังคมมากขึ้น

************


edit @ 2007/09/19 13:44:28

2007/Sep/19

คำบรรยายวิชา PS 712 การมีส่วนร่วมของมหาชนในการเมืองไทย

Public Participation in Thai Politics

ดร.สุชาติ ศรียารัณย วันที่ 1 กันยายน พ.. 2550 (ภาคบ่าย)

คำถามที่ควรทำความเข้าใจและตอบให้ได้คือ เนื้อหาสาระเกี่ยวกับการเมืองภาคพลเมืองจากการอธิบายภาครัฐและภาคประชาสังคม และศึกษาแนวคิดประชาสังคมที่ชัดเจน

สิ่งที่อาจารย์เพิ่มเติมแนวคิดสำคัญของการเมืองภาคพลเมืองคือ สิทธิการปกครองตนเอง ประเทศไทยยังไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับเขตปกครองพิเศษเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเป็นห่วงเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวในราชอาณาจักร

ในเยอรมัน การปกครองท้องถิ่นเป็นเรื่องสำคัญมาก สหพันธรัฐเยอรมันประกอบด้วย 16 แคว้น (จังหวัด) ท้องถิ่นจะปกครองตนเอง มีเทศบาล มีรัฐบาล มีกระทรวงมหาดไทย และมีนายกรัฐมนตรีเป็นของตนเอง โดยมีนายกรัฐมนตรีกลางของประเทศอีก 1 คน การกระจายอำนาจจะแบ่งบทบาทหน้าที่กันอย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยลดภารกิจให้รัฐลงไปได้มาก ประเทศไทยก็ต้องพูดกันให้ชัดเจนในการยอมรับความหลากหลายแต่ไม่แตกแยก เพราะเป็นกระแสโลกอยู่ในปัจจุบัน เช่น ฮ่องกงเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่ขึ้นอยู่กับอธิปไตยของจีน ซึ่งเป็นการดำเนินนโยบายที่สนองตอบต่อคนท้องถิ่น

อาจารย์เอนก ในงานเขียนจะเน้นให้เห็นว่า ความเป็นรัฐ ประชาสังคม และพลเมืองอยู่ที่ไหน รัฐโบราณเป็นอย่างไร รัฐศักดิ์สิทธิ์จะใช้อำนาจมาก พัฒนามาสู่รัฐประชาธิปไตยที่เปิดโอกาสให้คนมีสิทธิ์และเสรีภาพมากขึ้น ความเป็นพลเมืองอยู่ตรงไหน เช่น ประชาชนร่วมมือกันดูแลแม่น้ำแทนที่จะปล่อยให้เทศบาลดูแลฝ่ายเดียว

บทที่ 2 จะพูดถึงประชาสังคม ซึ่งเป็นคำที่อยู่ระหว่างรัฐและปัจเจกชน โดยปฏิเสธการครอบงำของรัฐและไม่เห็นด้วยกับความเห็นแก่ตัวของปัจเจกบุคคล อ.เอนกได้นิยามคำว่าประชาสังคมไว้ในเอกสารประกอบการบรรยายหน้า 21 ดังนี้

1.ไม่ชอบและไม่ยอมให้รัฐครอบงำหรือบงการ อาจจะไม่ขอรับความช่วยเหลือจากรัฐ คัดค้านรัฐ เช่น คัดค้านเรื่องเขื่อน คัดค้านโรงไฟฟ้า หรือคัดค้านแนวการพัฒนาบางอย่างที่ไปไม่ได้กับชุมชน หรือมีผลกระทบในทางลบ

2.ไม่ชอบปัจเจกนิยมสุดขั้ว ไม่ชอบความเห็นแก่ตัวของปัจเจกบุคคลบางคน เช่น ต่อต้านนายทุนที่เป็นเหตุให้น้ำเน่า รุกล้ำที่ดินทำกินของประชาชนหรือป่า และพูดถึงสังคมโดยรวมเป็นหลัก

อาจารย์อนุชาติ พวงสำลี ในบทที่ 2 จะขยายความลึกลงไปจากงานของอ.เอนก โดยลึกลงไปในภาคประชาสังคมของไทย (ดูตารางหน้า 54) อ.อนุชาติได้แบ่งส่วนในสังคมการเมืองออกเป็น 3 ส่วนได้แก่

1.ภาครัฐ หรือภาคราชการ ทำหน้าที่ปกครองจัดระเบียบสังคม มีกฎหมายและภาษีเป็นเครื่องมือ วิธีการดูแลบ้านเมืองคือการออกคำสั่ง จัดระเบียบ บังคับ ควบคุม

2.ภาคเอกชน คือนายทุน นักธุรกิจ แรงจูงใจในการทำงานคือสร้างผลกำไรและความมั่งคั่ง ซึ่งบางครั้งก็กระทบและเอารัดเอาเปรียบต่อสังคม เครื่องมือคือกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล การเป็นเจ้าของ และกำไรขาดทุน วิธีการคือการแข่งขันทางการค้าและการแลกเปลี่ยน

3.ภาคประชาสังคม รับผิดชอบต่อสังคมในฐานะพลเมือง ทำหน้าที่ตรวจสอบภาครัฐว่าใช้อำนาจเป็นธรรมหรือไม่ และตรวจสอบภาคเอกชนว่าเอารัดเอาเปรียบประชาชนหรือไม่ เครื่องมือที่ใช้คือความร่วมมือและรับผิดชอบต่อสาธารณะ ทำงานในลักษณะอาสาสมัครและปฏิบัติตามทางของสังคม เช่น ดูแลแม่น้ำร่วมกัน ดูแลเด็ก ดูแลคนติดเอดส์

การเชื่อมโยงกันเป็นประชาคมและความเป็นประชาสังคม (ประชาคมเป็นส่วนหนึ่งของประชาสังคม อาจเรียกว่าชุมชนก็ได้)

1.มีความหลากหลาย ไม่จำเป็นต้องมีเอกลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียว

2.มีความเป็นชุมชน คือมีการรวมตัวกัน การแลกเปลี่ยน เอื้ออาทร เมตตา สามัคคีต่อกัน สัมพันธ์กันในแนวราบ ไม่มีใครเป็นหัวหน้าลูกน้อง

3.ทำงานบนจิตสำนึกสาธารณะ เอาผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ไม่ได้เอาความมั่งคั่งของคนใดคนหนึ่งเป็นที่ตั้ง

4.มีกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

5.มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์เป็นเครือข่าย เช่น ความร่วมมือของชุมชนลุ่มน้ำโขง

**ช่วงตั้งคำถาม**

เพชรบูรณ์

ถาม: บทความในเอกสารประกอบการเรียนเป็นนิทานหลอกเด็กหรือไม่ เพราะไทยเรามีการทำรัฐประหารและไม่เหมือนกับที่อาจารย์กล่าวมา

ตอบ: บ้านเมืองของไทยกำลังเปลี่ยนแปลง ทหารเข้ามาทำการรัฐประหารในปี 2549 ส่งผลทำให้ไทยเราถอยหลังชั่วคราว แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ล้มล้างกระแสการเรียนรู้ การเมืองภาคพลเมืองไม่ได้ผูกติดกับรัฐธรรมนูญ 2540 แต่เป็นกระแสของโลก ไทยเราอาจจะเริ่มต้นช้ากว่าประเทศที่มีอารยะแล้ว อาจารย์ยกตัวอย่างเยอรมันเพื่อชี้ให้ให้เห็นว่า ไทยเราได้เริ่มต้นบางอย่างเหมือนเขาแล้ว กฎหมายใหม่ก็กำลังออกมา

ทหารที่ออกมาทำรัฐประหารหรือข้าราชการใหม่ในรัฐธรรมนูญ 2550 ก็จะต้องเจอกระแสโลกเหล่านี้ หากยังจัดการไม่ได้ก็มีสิทธิ์เจอการเมืองบนถนน นักศึกษาในฐานะพลเมืองคนหนึ่งก็มีสิทธิ์ทำให้บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงได้ การเมืองไม่ใช่เรื่องการเลือกตั้งหรือเรื่องของชนชั้นนำ แต่การเมืองเป็นเรื่องของทุกคนในสังคม ทุกคนมีสิทธิ์แสดงออกและมีพื้นที่ในสังคม เช่น พระมีสิทธิ์ออกมาบอกว่าการบรรจุศาสนาพุทธในรัฐธรรมนูญดีอย่างไร

อาจารย์ยืนยันว่าวิชารัฐศาสตร์ที่เรียนอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่นิทาน แม้บ้านเมืองจะถอยหลัง แต่กระแสเหล่านี้ก็ไม่หมดไป

บุรีรัมย์

ถาม: การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นกระแสโลกในการกระจายอำนาจ พรรคการเมืองออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไทยเราเป็นรัฐเดี่ยวจึงไม่สามารถนำการปกครองนี้มาใช้ได้

ตอบ: อาจารย์มองว่าไม่เกี่ยวข้องกัน จีนเป็นประเทศใหญ่โต มีเขตการปกครองหลายลักษณะอยู่ด้วยกันคือ หนึ่งระบอบคอมมิวนิสต์และมีหลายระบบเศรษฐกิจ เช่น ชาวทิเบตออกมาเรียกร้องปกครองตนเอง จีนจึงประกาศให้ทิเบตเป็นเขตปกครองพิเศษ และไม่เข้าไปล้มล้างคติชนดั้งเดิมของชาวทิเบต ไม่ล้มล้างการกลับมาใหม่ของลามะ ปัจจุบันทิเบตและจีนก็ยังอยู่ด้วยกันได้ เพียงแต่ทิเบตไม่สามารถแยกตัวเองได้ ฮ่องกงมีเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมเต็มรูปแบบ ปักกิ่งและมณฑลอื่นที่ปกครองตามระบบเหมาก็ยังอยู่ร่วมกันได้ สิ่งใดที่ผ่อนคลายและกระจายได้ก็จะกระจายออกไป สิ่งใดที่ลดทอนภารกิจรัฐได้ก็ต้องลดไป

กรณีประเทศไทย ทางรัฐศาสตร์เห็นว่าการเลือกตั้งผู้ว่าราชการไม่กระทบกับเอกราชของชาติ อย่างเชียงใหม่ เมื่อเลือกผู้ว่าฯแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะแยกการปกครองออกเป็นอิสระและไม่ขึ้นกับรัฐบาลกลาง แต่เป็นเรื่องของความพร้อมของคนเชียงใหม่ว่าจะเลือกใครมาบริหารจังหวัด อย่างอาเจ๊ะสู้รบเพื่อปกครองตนอง เมื่อประสบความสำเร็จแต่กลับไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ประชาชนอดอยากจนต้องรอรับการช่วยเหลือจากต่างชาติ

อาจารย์คิดว่าเป็นเรื่องการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของไทย การเลือกตั้งผู้ว่าฯอยู่กับความพร้อมของท้องถิ่นและทุกภาคส่วน แม้วันนี้ไทยเรายังไม่พร้อมและรับไม่ได้ แต่ในอนาคตอาจมีความพร้อมก็ได้ซึ่งจะต้องใช้เวลาพอสมควร การทัดทานนี้จะอยู่ได้ไม่นานเพราะสวนกระแสโลก

ถาม: นอมินี ใช้ในระดับไหน

ตอบ: Nominee แปลว่าการเสนอใครคนใดคนหนึ่งเป็นตัวแทนหรือเป็นผู้แทน นิยมใช้มานานในภาคธุรกิจ โดยบรรษัทใหญ่เป็นผู้ถือหุ้นและมีบริษัทลูกเป็นนอมินี เช่น ซีเมนต์เป็นบรรษัทข้ามชาติต้องการมาประมูลทำรถไฟฟ้าในไทย จึงตั้งบริษัทลูกเข้ามาก่อน เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างหนึ่งที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียอย่างใด กุหลาบแก้วก็ถือเป็นนอมินีของชินคอร์ปที่ซื้อหุ้นกลับไปกลับมาระหว่างชินคอร์ปจนไม่ต้องเสียภาษี

กรณีนอมินีทางการเมืองต้องดูว่าผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะเชื่อว่าผู้ที่อยากเล่นการเมืองก็ต้องประกาศลงมาเล่นเอง เราก็ต้องจับตาดูว่าใครเป็นนอมินีใคร ซึ่งคุณสมัครก็ประกาศชัดว่าเป็นนอมินีของคุณทักษิณแน่นอน ไทยรักไทยเปลี่ยนชื่อเป็นพลังประชาชน คนที่ยังนิยมอยู่ก็สามารถเลือกต่อไปได้

ชัยภูมิ

ถาม: กรณีนโยบายประชานิยมของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ข้อดีคือ แก้ปัญหาตรงจุด และตรงกับความต้องการของประชาชน เศรษฐกิจเจริญเติบโต ข้อเสียคือ การทุจริตคอรัปชั่น การแทรกแซงอำนาจรัฐ จนนำไปสู่การรัฐประหาร ในอนาคต หากกลุ่มอำนาจเก่าเข้ามาตั้งรัฐบาลและใช้นโยบายประชานิยมบริหารประเทศอีก จะทำให้ไทยตกอยู่ในวังวนของวงจรอุบาศก์หรือไม่ ไทยเราจะล่มสลายเหมือนอาร์เจนตินาหรือไม่ ตัวแปรสำคัญคืออะไร มีแนวทางป้องกันและแก้ปัญหาอย่างไร

ตอบ: ประชานิยมเป็นแนวคิดการบริหารนโยบาย โดยเอาความนิยมของประชาชนเป็นหลัก เช่น รักษาโรคฟรี ประชาชนได้ยินแล้วชอบใจ แต่การดำเนินงานลำบาก กรณีคุณทักษิณใช้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค หมอพยาบาลจึงออกมาประท้วงเป็นจำนวนมาก เพราะทำงานหนัก เครื่องมือแพทย์และยาไม่พอ โรคบางอย่างไม่สามารถใช้แค่ 30 บาทได้ นโยบายที่ไม่มีการวิจัยค้นคว้าและดูความเป็นไปได้ ทำให้เกิดผลข้างเคียง เป็นภาระงบประมาณ เกิดความไม่ราบรื่นในการบริหารจัดการ ซึ่งนโยบายที่เอาเฉพาะคะแนนนิยมอย่างเดียว ไทยเราก็จะล่มสลายเหมือนอาร์เจนตินา เราจึงไม่อยากเห็นการเมืองมีนโยบายแบบนี้

คนเยอรมันเรียนฟรีตั้งแต่อนุบาลจนจบปริญญาเอก แต่ไม่ใช่จากนโยบายประชานิยม เป็นระบบสวัสดิการของประเทศที่รัฐบาลต้องสานต่ออย่างเป็นระบบ เช่น จะให้คนเข้าถึงโอกาสการศึกษาได้อย่างไร ใช้เม็ดเงินเท่าไหร่ มหาวิทยาลัยมีที่รองรับหรือไม่ นักการเมืองในประเทศล้าหลังอย่างอาร์เจนตินา เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ และไทยต้องการเพียงคะแนนนิยมเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายที่ไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสม เราอยากเห็นนโยบายที่โยงกับปัญหาของชาติที่แท้จริง เช่น สร้างกองทุนเข้ามาดูแลคนยากจนที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงการรักษา ในเยอรมัน กองทุนประกันสุขภาพจะทำงานทันทีที่มีคนไข้ คนเป็นไส้ติ่งสามารถผ่าตัดได้ทุกโรงพยาบาลทันที โดยไม่ต้องรอดูบัตรประกันสังคมก่อน

นักศึกษาจะต้องแยกแยกนโยบายที่จำเป็นยั่งยืน กับนโยบายที่หาเสียงชั่วครั้งชั่วคราวออก คนส่วนใหญ่จะต้องการนโยบายประชาสังคมที่เข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ และไม่ต้องพึ่งรัฐมาก

หนองบัวลำภู

ถาม: EU จะเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้งของไทย มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

ตอบ: รัฐประหารทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศถดถอยลงมาก ไทยเราพยายามกู้ภาพลักษณ์กลับคืนด้วยการประกาศรัฐธรรมนูญที่ไม่ช้าเกินกำหนด อาจารย์มองว่า หากต่างประเทศมาสังเกตการณ์ก็จะทำให้การเลือกตั้งของเราโปร่งใส (ภาพตัดไปเลยค่ะ)

Quiz

การเมืองภาคพลเมืองคืออะไร แตกต่างจากการเมืองของพรรคการเมืองและนักการเมืองอย่างไร นักศึกษาคิดว่าการเมืองภาคพลเมืองจะเป็นแนวทาง/ทางออกในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทยหรือไม่ อย่างไร จงอธิบายให้เหตุผล และวิเคราะห์อย่างชัดเจน

*************

2007/Sep/19

Public Participation in Thai Politics

ดร.สุชาติ ศรียารัณย วันที่ 1 กันยายน พ.. 2550 (ภาคเช้า)

สัปดาห์แรกของการเรียน อาจารย์ที่สอนสัปดาห์แรกทุกท่านจะนำเสนอแนวคิดของการมีส่วนร่วมทางการเมืองและทฤษฎีพื้นฐาน แต่เมื่อวานนี้อาจารย์ให้ความหมายโดยกว้างว่า การมีส่วนร่วมทางการเมือคือการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับต่างๆ เช่น ร่วมรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ และร่วมรับผลการตัดสินใจในกระบวนการทางการเมืองนั้น

ความเข้มข้นของการมีส่วนร่วมทางการเมืองจะเริ่มตั้งแต่เปิดให้ตัวเองรับรู้และติดตามข่าวสารทางการเมืองโดยไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องมากนัก แล้วเพิ่มระดับของการมีส่วนร่วมด้วยการเลือกผู้แทนหรือแสดงประชามติ จนกระทั่งนำตัวเองเข้าไปเกี่ยวพันกับพรรคการเมือง เช่น ลงสมัครรับเลือกตั้ง

เฮเกล นักปรัชญาสังคมชาวเยอรมันอธิบาย มนุษย์ทุกคนเกิดมาในสังคมการเมืองจะต้องมีชีวิตเกี่ยวข้องกับภาครัฐกับภาคประชาสังคม โดยแบ่งภาคส่วนของสังคมการเมืองเป็น 2 ส่วนคือ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม

ชีวิตคนเราจะเกี่ยวข้องกับภาครัฐตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมการเมืองใดก็ตาม เช่น การแจ้งเกิด จดทะเบียนสมรส จดทะเบียนหย่า หรือการนำลูกเข้าโรงเรียน คนในสังคมจะเคารพกฎหมายเท่ากับการยอมรับอำนาจของภาครัฐ

ภาคประชาสังคม (Civil Society) หมายถึงการรวมตัวกันของกลุ่มคนในสังคม เริ่มตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล ครอบครัว การรวมตัวกันเป็นกลุ่มสมาคมหรือองค์การ ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในรูปแบบต่างๆ ชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนเล็กๆที่มีความผูกพันกัน

รัฐศาสตร์ในอดีตให้ความสำคัญกับการเลือกสรรผู้นำทางการเมืองที่สามารถทำอำนวยความสุขให้สังคมได้ เริ่มตั้งแต่การมีรัฐอันศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้ปกครองมาจากสมมติเทพ หรือลัทธิเทวสิทธิ์ที่ประชาชนหรือผู้อยู่ใต้การปกครองมิอาจท้าทายอำนาจได้ เช่น การปกครองระบอบจักรพรรดิ เมื่อโลกอยู่ในยุคที่ประชาชนสามารถเลือกผู้ปกครองได้ด้วยตัวเอง คติชน/ความเชื่อของการมีรัฐที่ศักดิ์สิทธิ์จึงหมดไป ปัจจุบันเป็นการเลือกผู้ปกครองโดยเสียงข้างมาก ผู้นำจะเป็นสามัญชนเท่าเทียมกับประชาชนและมีอำนาจจำกัด

ภาครัฐ

ประชาสังคม

รัฐศาสตร์สมัยใหม่มองว่าอำนาจรัฐยังจำเป็นต้องมีอยู่ แต่จะเปลี่ยนจุดเน้นจากอำนาจรัฐในการจัดการบ้านเมืองมาเป็นอำนาจพลเมืองในการลุกขึ้นต่อรอง ตอบโต้ ต้านทาน หรือกดดันที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับการปกครอง บางสังคมพลเมืองมีอำนาจมากจนสามารถล้มล้างอำนาจรัฐได้ หากเขียนเป็นแผนภูมิวงกลมก็ได้ดังนี้

รัฐคือรัฐบาล ระบบราชการ กลไกต่างๆที่จะบังคับ ควบคุม หรือหล่อหลอมประชาชน ขณะที่ตัวละครฝ่ายประชาสังคมก็จะมีบทบาทขับเคลื่อนทางการ ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับรัฐหรือตอบโต้รัฐ เมื่อพูดถึงการเมืองภาคพลเมือง นักศึกษาจะต้องเข้าใจแผนภูมิวงกลมนี้ และทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของอำนาจระหว่างรัฐกับประชาสังคมในทัศนะของเฮเกลให้ชัดเจน

สรุปว่ารัฐศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของอำนาจระหว่างรัฐและประชาสังคม และปัจจุบันจะให้ความสำคัญกับอำนาจขอของประชาสังคมมากขึ้น จะเห็นว่าข่าวสารการเมืองปัจจุบันจะมีข่าวการรวมตัวกันของชาวบ้านทุกภาคส่วน อดีตนายทุนเอกชนจะถูกครอบงำโดยข้าราชการ เช่น รัฐอยากสร้างเขื่อนแต่ประชาชนไม่อยากได้เขื่อน ประชาชนก็จะออกมาต่อสู้ หากรัฐยืนยันว่าจะสร้างเขื่อนต่อไป สังคมก็จะเกิดความขัดแย้งขึ้น กรณีการสร้างสนามบิน หากไม่สนใจความคิดเห็นของประชาชนก็จะยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น

ประชาพิจารณ์ คือช่องทางให้แสดงความคิดเห็นของประชาชน ปัจจุบันรัฐจะทำอะไรโดยไม่แจ้งให้ประชาชนได้รับรู้ หรือไม่มีกระบวนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของประชาชนก็จะทำได้ยากขึ้น กรณีนี้จะรวมถึงผู้ปกครองระดับท้องถิ่นด้วย เช่น อบจ. อบต. หากจะสร้างเขื่อนก็ต้องสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่เสียก่อน สภาพการณ์นี้เรียกว่าได้เกิดการเมืองใหม่ขึ้น (New Politics) 

การเมืองใหม่ (New Politics) 

การเมืองใหม่จะเข้ามาแทนที่การเมืองลักษณะเดิม ที่เน้นบทบาทของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว สังคมที่ประชาชนยังไร้การศึกษาและไม่เข้มแข็งที่จะเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง รัฐของสังคมนั้นก็จะมีเป็นผู้นำในการพัฒนาและก่อให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐเป็นผู้ให้และเป็นผู้บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน หากรัฐใดทำหน้าที่นี้ครบถ้วน ประชาชนก็จะมีความสุข แต่ที่ผ่านมา ไม่มีรัฐใดที่ทำหน้าที่ได้ครบถ้วน

ภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่/การเมืองใหม่ ประชาชนทุกคนเป็นพลเมือง (Citizen) ความเป็นพลเมืองจะสอนให้

1.มีจิตสำนึกแบบพลเมือง (Civic Virtue) คือความเป็นตัวเอง ไม่อ่อนแอ ไม่สยบยอมต่ออำนาจรัฐ ไม่ตกเป็นเหยื่อและรู้เท่าทัน ขวนขวายหาข้อมูล และกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วม เช่น การสร้างเขื่อนต้องดูว่ามีผลกระทบอะไรบ้าง ป่าชายเลนจะถูกกระทบหรือไม่ ภูมิปัญญาจะสูญหายไปหรือไม่ ระบบนิเวศจะถูกทำลายหรือไม่ คำถามเหล่านี้จะเกิดจากภาคประชาชนทั้งสิ้น เพราะส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม

กระบวนการทางการเมืองที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันคือ การให้ทุกคนมีส่วนร่วมในฐานะพลเมือง ไม่ใช่ไพร่ฟ้าที่รออำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ และไม่ใช่ราษฎรที่รอความช่วยเหลือจากรัฐบาล หากคนส่วนใหญ่ยังคิดว่าขยะหน้าบ้านไม่ใช่เรื่องของเรา แม่น้ำทั้งสายก็ไม่ใช่ของเรา นายทุนมาสร้างสนามกอล์ฟและทำลายป่าก็ไม่ใช่ป่าของเรา การคิดแบบนี้แสดงว่าสังคมนั้นยังไม่มีจิตสำนึกแบบพลเมือง แต่หากสำนึกว่าที่นี่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเรา แม่น้ำสายนี้เป็นของเรา ถนนหนทางของเรา เราต้องไม่นิ่งดูดายและไม่ปล่อยให้ใครมารุกราน ไม่ปล่อยให้ความเจริญที่แฝงด้วยยาพิษเข้ามา

จิตสำนึกแบบพลเมืองจำเป็นจะต้องสร้างกับทุกคนและทุกพื้นที่ เช่น คนสงขลารักทะเลสาบสงขลา คนเพชรบูรณ์ก็รักเขาค้อ คนเชียงใหม่ก็รักผ้าไหมทอ และร่วมกันพิจารณาทิศทางบ้านเมืองอย่างรอบคอบด้วยเสียงข้างมากของคนในชุมชน อาจารย์ชี้ให้เห็นการมองในรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่รอให้รัฐบาลมาสร้างเขื่อนหรือถนน แต่เน้นการมีจิตสำนึกร่วมกันของพลเมือง

การเมืองของไทยถูกทหารแทรกแซง ต้องฉีกและร่างรัฐธรรมนูญต่อไปเรื่อยๆ ตราบใดที่สำนึกทางการเมืองยังไม่เกิด

2.ประเด็นสาธารณะ (Public Issues) เช่น เขื่อน โรงไฟฟ้า โรงขยะ ปุ๋ย ราคาข้าว สิทธิสตรี ยาเสพติด สมานฉันท์ รัฐธรรมนูญ เป็นการเมืองที่ทำให้ทุกคนในสังคมเข้ามาเรียกร้อง ผลักดัน แลกเปลี่ยน ถกเถียง โต้ตอบ และต่อต้าน ไม่ใช่การเมืองเรื่องการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการเลือกผู้นำเท่านั้น ซึ่งการเมืองเป็นเรื่องใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่สาธารณะทั้งหมดและมีประเด็นซับซ้อนมากมาย เช่น ผลประโยชน์ส่วนตัว/ส่วนรวม/เฉพาะกลุ่ม หรือผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interests) รัฐบาลทักษิณจะเห็นผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์แห่งชาติและผลประโยชน์ทางธุรกิจของผู้มีอำนาจในรัฐบาล

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ประชาชนจะต้องดูว่าสิ่งเหล่านี้มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ เพราะประชาชนได้รับผลกระทบ เช่น การแปรรูปการไฟฟ้า ในอนาคตประชาชนก็จะใช้ไฟฟ้าแพงขึ้น กรณีประเทศอาร์เจนตินาที่ขายสาธารณูปโภคให้ต่างชาติ ทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าสาธารณูปโภคแพงขึ้น และเคยมีคนเสียชีวิตเพราะขาดน้ำ เนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำ ส่วนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของไทย เช่น การบินไทย ปตท. ทีโอที ไปรษณีย์ จะเห็นว่ามีเพียงคนไม่กี่ตระกูลที่ถือหุ้นใหญ่ของกิจการเหล่านี้ ซึ่งรัฐไม่สามารถให้คำตอบได้ นอกจากบอกว่าเพื่อให้กิจการเหล่านี้มีกำไร/ผลประโยชน์มากขึ้น ซึ่งผลประโยชน์ที่ว่าก็ไม่รู้ว่าเป็นของประชาชนหรือของผู้ถือหุ้นกันแน่ หากพลเมืองไม่ตั้งประเด็นคำถามนี้ในการเมืองใหม่ เราก็จะไม่มีทางรู้เรื่องเหล่านี้เลยแล้วก็รอให้รัฐดำเนินการเอง

หากมองว่าการเมืองเป็นประเด็นสาธารณะ สิ่งที่กระทบต่อคนส่วนใหญ่ในสังคมจึงกลายเป็นการเมือง เช่น กระทบต่อใครบ้าง ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ กรณีการสร้างเขื่อน คนกรุงเทพได้ประโยชน์ หรือคนชนบทเสียประโยชน์ ปัจจุบัน ประเด็นสาธารณะเกิดขึ้นทุกวัน อย่างน้อยให้คนในสังคมได้รับรู้ว่ารัฐจะทำอะไร มีนโยบายจะสร้างอะไรและไม่สร้างอะไร ผู้บริโภคจะผลักดันกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคสำเร็จหรือไม่ ผู้บริโภครวมตัวกันเรียกร้องต่อนายทุนที่เอาเปรียบได้หรือไม่ เด็กเล็กควรได้รับการคุ้มครองอย่างไร

ปัจจุบันสังคมให้ความสนใจเนื้อหาในโทรทัศน์ จึงมีการจัด Rate รายการโทรทัศน์ เพื่อดูว่ารายการโทรทัศน์ใดเหมาะกับเด็กหรือวัยใด เพราะได้ปล่อยให้โทรทัศน์ออกมาทำร้ายเด็ก/สังคมมานาน เช่น เด็กเลียนแบบตัวอิจฉาในละคร การตบตีกัน การยิงแสกหน้า หรือภาพรุนแรงต่างๆ สังคมจึงควรมีเกราะป้องกัน

ข่าวหนังสือพิมพ์มติชนบอกว่า ติงทีวีรัฐมองผู้ชมเป็นผู้บริโภค เน้นประวัติศาสตร์-ภาษาน้อย โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะสังคม วิจัยเรื่อง รายการโทรทัศน์เพื่อประโยชน์สาธารณะในฟรีทีวีของประเทศไทย ได้วิเคราะห์คุณค่า 5 ด้านอันเกิดจากการแพร่เนื้อหาของฟรีทีวีตลอด 24 ชั่วโมงว่า เนื้อหาสาระของไทยเน้นประชาธิปไตยหรือไม่ มีวัฒนธรรมที่ดีงามหรือไม่ มีรายการเพลงไทยหรือดนตรีไทยหรือไม่ มีเรื่องการศึกษาหรือไม่

ผลการวิจัยพบว่า ช่องที่มองผู้ชมเป็นพลเมืองคือช่อง 11 รองลงมาคือช่อง 5 และ TITV ช่องที่เหลือจะมองว่าผู้ชมเป็นผู้บริโภคทั้งหมด ดังนั้นจึงทำตามใจผู้บริโภค เช่น ชอบละครผัวเมีย มีแต่ฉากทานข้าว ห้องรับแขก แม่ผัววางแผนทำร้ายลูกสะใภ้ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นแบบอย่างให้สังคมโดยเฉพาะเด็ก โทรทัศน์ไม่เคยสื่อเนื้อหาการต่อสู้ของประชาชนเลย เพราะมัวแต่ทำเรื่องมอมเมาซึ่งไม่ให้ความรู้แก่คนโดยรวมเลย

ละครที่แย่งชิงตบตีกันจะเป็นที่นิยมมาก โดยที่ประชาชนไม่รู้ว่ากำลังเสพยาพิษอยู่ หากดูโทรทัศน์ช่อง 7 เป็นเวลา 10 ปี พฤติกรรมของคนก็จะไม่พ้นเรื่องรักๆใคร่ๆ หรือการมีชู้ ในต่างประเทศ ละครประเภทนี้จะฉายช่วง 8-9 โมงเช้าวันทำงาน ขณะที่ไทยจะฉายในช่วง Prime Time 

เราอยากเห็นรายการแบบ BBC ของอังกฤษที่เน้นผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ หากรายการไม่ดีและถูกคนโทรฯมาด่า BBC ก็จะปรับปรุงทันที โทรทัศน์รายการนี้อยู่ได้ด้วยเงินบริจาค และเงินบริจาคจะเป็นตัววัด Ratting

(ภาพการบรรยายถูกตัดไปช่วงหนึ่งนะคะ)

3.การเมืองเรื่องสิทธิพลเมือง (The Politics of Civil Rights) โดยเฉพาะคนชายขอบ ซึ่งเป็นคนที่สิทธิทางสังคมหายไป เป็นประเด็นสาธารณะที่ควรเรียกร้องสิทธิให้พวกเขา เช่น

-คนพิการไม่ได้รับสิทธิทางสังคม เช่น ห้องน้ำสาธารณะ ทางเดินสำหรับคนตาบอด บันไดสำหรับ Wheel Chair

-ผู้หญิงในแอฟริกาหรือเอเชียบางประเทศจะถูกลิดรอนสิทธิ ปัจจุบันผู้หญิงไทยมีสิทธิมากขึ้น เช่น ได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแทนที่จะทำงานบ้านอย่างเดียวเหมือนในอดีต เยอรมันถือว่างานบ้านเป็นงานประเภทหนึ่ง ผู้ชายและผู้หญิงจะต้องผลัดกันทำ

-พวกรักเพศเดียวกันเป็นผู้มีอัตลักษณ์ของตนเอง (ลักษณะเฉพาะตน) ปัจจุบัน WTO ประกาศว่า Homosexual ไม่ใช่โรค ไม่จำเป็นต้องรักษาตราบใดที่เขายอมรับตัวเองและเป็นคนดี คนเหล่านี้จะมีความสามารถเฉพาะตน สังคมจึงต้องให้พื้นที่แก่คนพวกนี้

-คนต่างด้าว คนไทยบางคนกดขี่คนงานพม่า ซึ่งลืมไปว่าคนพม่าก็เป็นคนเหมือนกัน ในเยอรมัน แรงงานระดับล่างส่วนใหญ่เป็นคนต่างด้าว เพราะคนเยอรมันไม่ยอมทำ แต่คนเยอรมันก็ไม่ได้ดูถูกคนทำงานเหล่านี้ (คนเยอรมันหัวโบราณจะเกลียดคนต่างชาติเข้ากระดูก)

-ชนกลุ่มน้อย สังคมต้องยอมรับความแตกต่าง และไม่สามารถบังคับให้คนกลุ่มนี้เปลี่ยนแปลงมาเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่ได้ เพราะทุกคนมีสิทธิเท่ากัน

-คนสีผิวต่างกัน การนิยมสีผิวของแต่ละสังคมจะแตกต่างกัน เช่น คนไทยนิยมคนผิวขาว ขณะที่ฝรั่งนิยมผิวสีคล้ำ บางคนจึงมาอาบแดดในเมืองไทย ปัจจุบันโฆษณาชวนเชื่อว่าคนหน้าขาวคือคนสวย หากเรารู้เท่าทันก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของสื่อเหล่านี้ อาจารย์มองว่าผิวเป็นเพียงเปลือกนอก เราไม่ควรมองคนผิวเผิน เพราะคนผิวคล้ำบางคนจะมีจิตใจดีมาก ขณะที่คนผิวขาวบางคนก็จะใจแคบ

ในเอกสารประกอบการบรรยายสีชมพู หน้า 4-5 เป็นการสรุปประเด็นการเมืองภาคพลเมืองหรือความเป็นการเมืองใหม่ อ.เอนกกล่าวว่า โครงสร้างทางการเมืองมี 2 ส่วนเช่น

-โครงสร้างที่เป็นทางการ เป็นการเมืองที่มีการเลือกตั้ง บทบาทสำคัญอยู่ที่พรรคการเมืองและนักการเมือง หรืออาจเรียกว่าการเมืองของนักการเมือง ประชาชนมีส่วนร่วมแค่หย่อนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วการเมืองเกี่ยวข้องกับชีวิตเราทั้งหมด เพราะการเมืองเป็นเรื่องของการร่วมกันตัดสินใจนโยบายและออกกฎหมาย เช่น ต้องการปกป้องคุ้มครองเด็กก็ผลักดันกฎหมายคุ้มครองเด็ก ปกป้องคนดูโทรทัศน์ก็ต้องผลักดันให้มีการจัด Rate รายการโทรทัศน์ คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคทางโทรทัศน์ ให้ผู้ดูโทรทัศน์มีทางออกและทางเลือก โดยมีโทรทัศน์หลายๆช่อง เยอรมันมีรายการโทรทัศน์ 48 ช่อง ผู้ดูสามารถหนีไปดูช่องใดก็ได้ ขณะที่ไทยเรามีเพียงไม่กี่ช่อง โฆษณาบางอย่างซื้อเวลาช่วง Prime Time ของทุกช่อง แม้จะหนีไปดูช่องใดก็จะเจอโฆษณานี้เหมือนกัน

อาจารย์ได้จำกัดความสำคัญไว้ในข้อ 5 หน้า 5 แล้ว เช่น การเพิ่มอาณาบริเวณของประชาชนในสังคมการเมือง ส่งผลทำให้เนื้อหาการเมืองขยายมิติที่กว้างขึ้นด้วย เรียกว่า การเมืองใหม่

กรณีพ.ร.บ.ป่าชุมชนที่ยังไม่สำเร็จ กำลังพิจารณาว่าประชาชนมีสิทธิ์ดูแลป่าหรือไม่ หรือจะให้กรมป่าไม้ดูแลแต่เพียงผู้เดียว เพราะที่ผ่านมา กรมป่าไม้เองที่ทำให้ป่าม้วยไปหมด ขณะที่ชาวเขาจะไม่ตัดต้นไม้ใหญ่เพราะกลัวเทวดาและบาปกรรม และจะหากินกับป่าไม้ อาจารย์เห็นว่าคติชนแบบนี้น่าจะดูแลป่าได้ดีกว่ากรมป่าไม้

ชุมชนและท้องถิ่นเป็นคำที่สำคัญในปัจจุบัน แผนพัฒนาเศรษฐกิจก็จะเต็มไปด้วยคำว่าชุมชนและท้องถิ่น

การเมืองภาคพลเมือง แนวคิดสำคัญได้แก่

1.การเมืองใหม่ คือการเมืองที่ไม่ใช่ของนักการเมือง ไม่ติดอยู่กับสถาบัน/โครงสร้างที่เป็นทางการ ไม่จำกัดอยู่แค่รัฐบาลฝ่ายเดียว แต่การเมืองเป็นเรื่องของสิทธิ อัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน ประเด็นสาธารณะ และสนใจคนชายขอบ

2.คุณธรรมพลเมือง คือจิตสำนึกสาธารณะที่มีอยู่ในตัวของคนแต่ละคน เช่น การรักแม่น้ำ ดูแลมรดกตกทอดของท้องถิ่น

3.สิทธิพลเมืองที่เท่าเทียมกัน เช่น ผู้หญิง เด็ก คนพิการ คนชายขอบ คนจน

4.บทบาทของขบวนการประชาสังคม (Civil Society Movements: CSM) (ศึกษาเพิ่มเติมในบทความของอ.อนุชาติ พวงสำลี)

5.การกระจายอำนาจสู่ชุมชนและท้องถิ่น การเติบโตของชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็งมีมากขึ้น สะท้อนจากการเรียกร้องที่จะดูแล/ปกครองตนเอง เช่น ชุมชนต้องการดูแลป่า มีสิทธิ์มีส่วนในการดูแลแม่น้ำลำธารของตนเอง อยากกำจัดปัญหาขยะด้วยตัวเอง ปัจจุบันจึงมีการกระจายบทบาท งบประมาณ และการตัดสินใจไปสู่ชุมชนและท้องถิ่นมากขึ้น สิ่งใดที่ชุมชนรวมตัวกันทำได้ก็จะปล่อยให้ทำ รัฐบาลทำหน้าที่กำกับ สนับสนุน และประเมินเท่านั้น หากรัฐทำให้ข้าราชการส่วนภูมิภาคและข้าราชการส่วนท้องถิ่นทำงานประสานกันได้ รัฐก็จะถูกแบ่งเบาภาระลงไปมาก

6.ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy) คือการเมืองที่เน้นบทบาทประชาชนพลเมืองเป็นหลัก เรียกได้หลายอย่าง เช่น

-ประชาธิปไตยแบบตรวจสอบ (Monitoring Democracy) คือประชาชนมีบทบาทตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

-ประชาธิปไตยแบบเข้มข้น/แบบถอนรากถอนโคน (Radical Democracy) เป็นประชาธิปไตยนอกบทบาทของนักการเมือง หรือรัฐธรรมนูญที่ไกลจากความเข้าใจของประชาชน ประชาชนมีสิทธิ์แสดงออกเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ด้วยวิธีการต่างๆ

-ประชาธิปไตยบนถนน หรือการเมืองบนถนน (Street Politics) เช่น ชาวสวนนครศรีธรรมราชเอามังคุดไปทิ้งข้างถนนเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือด้านพืชผลเกษตร กรณีที่รัฐทำการค้า FTA สินค้าเกษตร ส่งผลทำให้มังคุดล้นตลาดหรือไม่มีแผนการผลิตที่ดี ไม่มีการแนะนำจากส่วนราชการที่มีหน้าที่โดยตรง ซึ่งรัฐหรือนักการเมืองไม่สามารถเข้าไปดูแลปัญหานี้ได้เลย

ประเทศที่พัฒนาแล้ว นักการเมืองจะเกาะติดปัญหาสาธารณะเหล่านี้ เช่น ปัญหาเอามหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ปัญหาค่าหน่วยกิต ปัญหาพืชผลเกษตรตกต่ำ ปัญหารถติด ปัญหาเด็ก ปัญหาการศึกษา พรรคการเมืองจะมีบุคลากรและแนวนโยบายที่จะตอบสนองปัญหาเหล่านี้ได้ แต่พรรคการเมืองไทยไม่มีลักษณะแบบนั้น ประชาชนจึงต้องเล่นการเมืองแบบ Street Politics คือเข้าไปกดดันรัฐในรูปแบบต่างๆ เช่น นักศึกษาออกไปประท้วงกรณีเอามหาวิทยาลัยออกนอกระบบเอง ซึ่งเสี่ยงต่อการใช้ความรุนแรงอย่างมาก ทั้งๆที่มีช่องทางการเรียกร้องอีกหลายรูปแบบ

7.การลดอำนาจและบทบาทของภาคราชการ (De-bureaucratization) มาพร้อมกับแนวคิด Privatization คือแนวคิดที่จะให้ภาคส่วนอื่นเข้ามาร่วมรับผิดชอบในการทำงานมากขึ้น เพื่อลดอำนาจของส่วนราชการลงและกระจายไปให้ภาคส่วนอื่น เช่น ภาคเอกชน ท้องถิ่น ชุมชน องค์กร หรือมีการจัดการองค์การแบบสมัยใหม่ โดยไม่ต้องให้องค์การภาครัฐมาทำหน้าที่เสมอไป

Outsourcing คือการจ้างเหมาให้เอกชนมารับผิดชอบทั้งส่วน เป็นแนวคิดหนึ่งของ Privatization เช่น การขนส่งจ้างเอกชนมาตรวจสภาพรถยนต์ การบินไทยจ้างเอกชนมารับผิดชอบซ่อมแซมเครื่องบิน

การคุ้มครองผู้บริโภคในเยอรมัน ประชาชนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจะรวมตัวกันตั้งองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นองค์กรที่อยู่ได้ด้วยการรับเงินบริจาค มีวารสารผู้บริโภคที่พร้อมจะแฉคุณภาพสินค้าเป็นรายเดือน เช่น แฉว่ามือถือมีคุณภาพเหมาะสมกับราคาหรือไม่ มีการทดสอบขับรถยนต์แต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อเพื่อเช็คคุณภาพแล้วนำมาแฉ และให้ดาวสำหรับสินค้าที่มีคุณภาพดี ผู้บริโภคมีหน้าที่ติดตามข่าวสารการบริโภคอย่างใกล้ชิด ผู้บริโภคจึงรู้เท่าทัน และฉลาดซื้อฉลาดใช้ กรณีประเทศไทย ผู้บริโภคน้อยรายมากที่จะต่อกรกับผู้ผลิต และไม่มีข้อมูลว่าสินค้าใดดีหรือไม่ดี ผู้ประกอบการที่ไม่ฉลาดพอก็จะปล่อยให้ประชาชนเอาค้อนมาทุบรถหน้าโชว์รูมของตัวเอง ทั้งนี้เนื่องจากไม่มีกลไกใดคอยช่วยเหลือสิทธิผู้บริโภคเลย

การเมืองภาคพลเมืองเป็นตัวเชื่อมโยงกลไกทั้งหมด 7 ข้อข้างต้น หากไม่มีการเมืองภาคพลเมืองก็จะกลายเป็นการเมืองของชนชั้นและการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด อ.อนุชาติกล่าวว่า ไม่มีพื้นที่สาธารณะ (Public Space) การเมืองใหม่เป็นการแย่งชิงพื้นที่ในสังคม คนที่ด้อยโอกาสก็มีสิทธิ์พูดว่าตนเองอยู่ที่ไหนในพื้นที่นี้ การเมืองภาคพลเมืองจึงสามารถเติมเต็มสิ่งเหล่านี้ได้